Warning: include(top_logo.php) [function.include]: failed to open stream: No such file or directory in D:\Inetpub\vhosts\womencenter.vejthani.com\httpdocs\th\Uterine-tumors.php on line 32

Warning: include() [function.include]: Failed opening 'top_logo.php' for inclusion (include_path='.;./includes;./pear') in D:\Inetpub\vhosts\womencenter.vejthani.com\httpdocs\th\Uterine-tumors.php on line 32
 
 
1 2 3 4
 
 

เนื้องอกมดลูก

เนื้องอกมดลูก (Myoma uteri หรือ Uterine fibroid) ไม่ใช่มะเร็ง แต่เป็นโรคของกล้าม เนื้อมดลูกที่มีการเจริญมากขึ้นผิดปกติ จนเกิดเป็นเนื้องอก ทำให้มดลูกมีขนาดที่โตขึ้น ก้อนเนื้องอกอาจมีขนาดเล็กเท่ากับเมล็ดถั่ว หรือมีขนาดใหญ่เท่ากับผลแตงโม ก้อนเนื้องอกนี้สามารถพบได้ในทุกที่ของมดลูกและมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันตาม ตำแหน่งที่พบ ดังต่อไปนี้

  1. เนื้องอกที่กล้ามเนื้อ (Intramural fibroid) คือเนื้องอกที่ตำแหน่งก้อนเนื้องอกโตขึ้นภายในกล้ามเนื้อมดลูก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุด
  2. เนื้องอกมดลูกที่ผิวด้านนอกมดลูก (Subserosal fibroid) คือเนื้องอกที่ตำแหน่งก้อนเนื้องอกโตขึ้นและดันออกมาที่ผิวด้านนอกของมดลูก
  3. เนื้องอกมดลูกที่โพรงมดลูก (Submucosal fibroid) คือเนื้องอกที่ตำแหน่งก้อนเนื้องอกโตขึ้นและดันเข้ามาในโพรงมดลูก และ

เนื้องอกมดลูกชนิดมีก้านยื่น โดยตำแหน่งก้อนเนื้องอกซึ่งโตขึ้นอาจดันพ้นออกมาที่ผิวด้านนอกของมดลูกหรือ อาจดันเข้ามาในโพรงมดลูก ตัวก้อนเนื้องอกจะยึดติดกับมดลูกด้วยก้านเล็กๆ (Intracavitary fibroid)

เนื้องอกในมดลูกพบได้มากน้อยเพียงใด


เนื้องอกมดลูกเป็นโรคที่พบได้บ่อย ในสตรี 4 คนจะพบว่ามี 1 คนเป็นเนื้องอกมดลูกโดยมักพบในวัยเจริญพันธุ์ (วัยยังมีประจำเดือน) และพบบ่อย ในช่วงอายุ 30-50 ปี ในผู้ที่ไม่เคยมีบุตร ในผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากโดยเฉพาะมากกว่า 70 กิโลกรัม และในผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นเนื้องอกมดลูก ส่วนในผู้หญิงที่หมดประจำเดือนแล้วมักไม่เป็นเนื้องอกมดลูก
ผู้ที่เป็นเนื้องอกมดลูก มักจะมีก้อนเนื้องอกจำนวนหลายๆก้อนและมีขนาดต่างๆกัน อย่าง ไรก็ตาม ในบางรายอาจพบว่า มีเนื้องอกเพียงก้อนเดียวได้

สาเหตุของการเกิดเนื้องอกในมดลูก

เนื้องอกมดลูก เป็นโรคที่มีการเจริญมากผิดปกติของกล้ามเนื้อมดลูก สาเหตุของการเกิดโรคที่แท้จริงยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่พบว่าการเติบโตของเนื้องอกมีความสัมพันธ์กับระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สร้างจากรังไข่ ในขณะตั้งครรภ์ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนมีระดับที่สูงขึ้น เนื้องอกมดลูกส่วนใหญ่ก็มักจะมีขนาดโตขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ด้วย ส่วนในวัยหลังหมดประจำเดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนมีระดับลดต่ำลงมาก เนื้องอกมดลูกก็มักจะฝ่อตัวเล็กลงในวัยนี้ สัมพันธ์กับระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลง

อาการเนื้องอกมดลูก



เนื้องอกมดลูกนั้น เป็นโรคที่ไม่ร้ายแรงและไม่ใช่โรคมะเร็ง โอกาสในการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นมะเร็งในอนาคตเกิดขึ้นน้อยกว่า 1% อย่างไรก็ตาม ก้อนเนื้องอกมดลูกในบางตำ แหน่งและขนาดที่ใหญ่อาจไปกดอวัยวะข้างเคียง เช่น กระเพาะปัสสาวะ ท่อไต หรือลำไส้ และทำให้เกิดอาการหรือความผิดปกติตามมาได้ เช่น ปัสสาวะบ่อย การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ การทำงานของไตบกพร่อง และท้องผูก เป็นต้น

ในกลุ่มผู้ที่เป็นเนื้องอกมดลูก จะมีเพียงประมาณ 50% ที่จะมีอาการของโรคเกิดขึ้น ดังนั้นผู้หญิงที่มีเนื้องอกมดลูกหลายๆคนจึงไม่ทันรู้ตัวว่าตัวเองเป็นโรค เนื้องอกมดลูกแล้ว ทั้งนี้เพราะไม่มีอาการ หรือความผิดปกติทางร่างกายปรากฏให้เห็นนั่นเอง ดังนั้นเราจึงพบได้บ่อยครั้งว่า ผู้ หญิงรู้ตัวว่าเป็นเนื้องอกมดลูกก็เมื่อเข้ารับการตรวจร่างกายประจำปี ไม่ว่าจะเป็นการตรวจภาย ในหรือการตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้องหรือทางช่องคลอดก็ตาม ซึ่งเมื่อมีอาการ อาการของเนื้องอกมดลูกที่พบมีดังต่อไปนี้

  • ประจำเดือนมามากหรือปวดประจำเดือน เนื้องอกมดลูกอาจจะทำให้มีประจำเดือนมามากกว่าปกติ และในบางครั้งก็ทำให้มีอาการปวดประจำเดือนเพิ่มขึ้น การที่มีประจำเดือนออกมากอาจจะทำให้เกิดภาวะซีด เพราะขาดธาตุเหล็ก (โลหิตจางจากขาดธาตุเหล็ก) ซึ่งการรับ ประทานธาตุเหล็กทดแทนจะช่วยรักษาภาวะซีด อันเนื่องมาจากการที่มีประจำเดือนมามากได้

  • อาการท้องอืดเฟ้อ ในกรณีที่ก้อนเนื้องอกมีขนาดใหญ่ ผู้ป่วยอาจรู้สึกอึดอัด แน่นท้อง ท้องบวม หรือท้องโตขึ้น โดยเฉพาะที่บริเวณส่วนล่างของช่องท้อง (ช่องท้องน้อย/อุ้งเชิงกราน) ในบางรายอาจมีอาการปวดหลังร่วมด้วยได้

  • อาการของระบบทางเดินปัสสาวะและของระบบทางเดินอาหาร ตัวก้อนเนื้องอกที่โตยื่นมาทางหน้าท้อง หรือตัวก้อนเนื้องอกเบียดดันมดลูกมาทางหน้าท้อง อาจทำให้กระเพาะปัสสาวะซึ่งอยู่ด้านหน้าของมดลูกถูกกด ลักษณะดังกล่าวจะทำให้ผู้ป่วยปัสสาวะบ่อยขึ้นมาก กว่าปกติ ในบางครั้งถ้าก้อนเนื้องอกหรือมดลูกโตยื่นไปทางด้านหลังของช่องท้อง ก็จะทำให้เกิดการกดเบียดลำไส้ตรง (ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ส่วนที่ต่อกับทวารหนัก) และทวารหนัก ลักษณะดังกล่าวก็อาจส่งผลให้เกิดอาการท้องผูกได้เช่นกัน

  • อาการเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ ในกรณีที่ก้อนเนื้องอกโตยื่นไปในช่องคลอดหรือเป็นเนื้องอกที่ตำแหน่งปาก มดลูก
    อาการหรือความผิดปกติที่อาจพบได้แก่ อาการปวดหรือเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์

  • มีบุตรยากและแท้งบุตรง่าย ถ้าก้อนเนื้องอกโตยื่นเข้าไปในโพรงมดลูก อาจก่อให้ เกิดการอุดตันของท่อนำไข่ได้ หรือขัดขวางการฝังตัวของตัวอ่อน และอาจทำให้เกิดภาวะมีบุตรยากหรือแท้งตามมาได้ แต่ปัญหาดังกล่าวพบได้น้อย

  • ภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ ส่วนใหญ่แล้ว การมีก้อนเนื้องอกในมดลูกไม่ได้ส่งผลเสียต่อการตั้งครรภ์มากนัก ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้ ได้แก่ อาการปวดที่ก้อนเนื้องอก อันเนื่องมาจากก้อนเนื้อโตเร็วมากในช่วงตั้งครรภ์ จากมีฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นมาก ทำให้เลือดมาเลี้ยงก้อนเนื้อไม่ทัน หรืออาจเกิดจากการบิดขั้วของตัวก้อนเนื้องอก ซึ่งในกรณีหลังนี้พบได้น้อย

อย่างไรก็ตาม การตั้งครรภ์ขณะที่มีเนื้องในอกมดลูก เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้มีโอกาสในการผ่าตัดคลอดบุตรทางหน้าท้องเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เพราะทารกอาจอยู่ผิดท่า หรือก้อนเนื้องอกขัดขวางการคลอดทางช่องคลอดได้

การป้องกันการเกิดเนื้องอกมดลูกทำได้อย่างไรบ้าง?

ในปัจจุบัน สาเหตุของการเกิดเนื้องอกมดลูก ยังไม่ทราบแน่ชัด อย่างไรก็ดี ฮอร์โมนเอส โตรเจนน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดเนื้องอกมดลูก มีความเป็นไปได้สูงที่ว่าเนื้องอกมดลูกนั้น เป็นโรคหนึ่งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ดังนั้นการป้องกันการเกิดโรคในบางครั้งอาจทำได้ค่อนข้างยาก อย่างไรก็ตาม แนวทางในการป้องกันอาจทำได้ดังนี้

  1. วิธีคุมกำเนิด ในผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นเนื้องอกในมดลูก หากต้องการคุมกำเนิด อาจเลือกการใส่ห่วงหรือใช้ถุงยางอนามัยหรือการใช้ยาฉีด ยาฝัง ที่มีฮอร์โมนโปรเจสติน (Progestin) แทนการใช้ยาคุมกำเนิดชนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจน

  2. ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพราะดังกล่าวแล้วว่า โรคนี้พบได้สูงขึ้นในคนมีน้ำหนักตัวเกิน

  3. รับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ เพราะไขมันจะเป็นแหล่งในการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจน ดังนั้นถ้ามีปริมาณไขมันในร่างกายเพิ่มพูนมากขึ้น ปริมาณของฮอร์โมนเอสโตรเจนก็จะมากขึ้นด้วย

  4. ออกกำลังกายแบบแอโรบิค 4-5 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งจะช่วยในการปรับสมดุลของฮอร์ โมนได้

  5. ลดหรือหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่มีสารที่ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน เช่น แยม (Jam) หรือเจลลี (Jelly) บางชนิด ถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง หรือสมุนไพรบางชนิด เช่น โสมบางชนิด

การวินิจฉัยเนื้องอกมดลูกทำได้อย่างไร?
การตรวจวินิจฉัยเนื้องอกมดลูก ทำได้หลายวิธี วิธีที่เป็นที่นิยม ได้แก่ การตรวจภายในโดยสูตินรีแพทย์ และการตรวจอัลตราซาวด์ทางหน้าท้องหรือทางช่องคลอด การทำอัลตราซาวด์นั้น จะช่วยบอกว่า อาการที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยหรือก้อนที่คลำได้จากการตรวจนั้น เกิดจากเนื้องอกมดลูกจริง ไม่ใช่โรคหรือก้อนที่เกิดจากโรคอื่น

วิธีการรักษาเนื้องอกมดลูกมีอะไรบ้าง
แนวทางการรักษาเนื้องอกมดลูก ได้แก่

  1. การสังเกตอาการ การรักษาด้วยวิธีนี้จะทำในกรณีที่เนื้องอกมดลูกไม่ได้ก่อให้เกิดอาการหรือ ความผิดปกติกับร่างกาย ในผู้ป่วยหลายๆราย ถึงแม้จะมีอาการ หรือความผิดปกติเกิดขึ้นกับร่างกายบ้าง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ส่งผลกระทบที่ร้ายแรงใดๆทั้งต่อการดำเนินชีวิต ประจำวัน หรือต่อสุขภาพในระยะยาว ก็อาจเลือกรักษาด้วยการสังเกตอาการได้ ทั้งนี้เพราะก้อนเนื้องอกที่พบจะมีขนาดเล็กลงหรือฝ่อตัวลงได้เมื่อผู้หญิง เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ดังนั้นอาการหรือความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกายก็จะหายไปด้วยในที่สุด ในช่วงเวลาของการสังเกตอาการนี้ สูตินรีแพทย์อาจทำการนัดตรวจเป็นระยะทุก 3-6 เดือน โดยอาจตรวจภายใน หรืออัลตราซาวด์ร่วมด้วย และในช่วงการติดตามนี้หากผู้ป่วยมีอาการ หรือมีความผิดปกติรุนแรงขึ้น หรือก้อนเนื้องอกโตขึ้นเร็ว สูตินรีแพทย์ก็อาจแนะนำให้ทำการรักษาด้วยวิธีอื่นต่อไปตามความเหมาะสม

  2. การใช้ยารักษา ในปัจจุบัน ทางการแพทย์ไม่มียาที่สามารถจะรักษาเนื้องอกมดลูกให้หายขาดได้ ยาที่ใช้ทั่วไปจะเป็นยาที่ช่วยทำให้อาการต่างๆดีขึ้น หรือช่วยให้ก้อนเนื้องอกลดขนาดลงชั่วคราว

    1. การใช้ยารักษาเพื่อบรรเทาอาการ ได้แก่ ยาที่ใช้ลดปริมาณประจำเดือน ซึ่งอาจใช้ได้ผลดีในบางรายแต่มักจะไม่ได้ผลในรายที่มีก้อนเนื้องอกขนาดใหญ่ๆ
      1. Tranexamic acid รับประทาน 3-4 ครั้งต่อวัน ตลอดช่วงที่กำลังมีประจำเดือนจะสามารถช่วยลดปริมาณประจำเดือนลงได้

      2. ยาต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory medicines) เช่น Ibuprofen และ Mefenamic acid ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการปวดได้เมื่อรับประทานยา และสามารถใช้ยาเฉพาะในวันที่มีอาการปวดประจำเดือนเท่านั้นก็ได้ ยาในกลุ่มนี้จะช่วยลดระดับของสารพรอสต้าแกลนดิน (Prostaglandin) ในโพรงมดลูก

      3. ยาเม็ดคุมกำเนิด จะช่วยลดทั้งปริมาณและอาการปวดประจำเดือน

      4. การใส่ห่วงอนามัยที่มีฮอร์โมนลีโวนอร์เจสเทรลบรรจุอยู่ในห่วง (Levonorgestrel intrauterine system;LNG-IUS) เข้าไปในโพรงมดลูก การใส่ห่วงอนามัยชนิดนี้ภายในโพรงมดลูกจะก่อให้เกิดการหลั่งของฮอร์โมนโปรเจ สโตเจน (Progestrogen) ที่มีชื่อเรียกว่าลีโวนอร์เจสเทรลออกจากห่วงทีละน้อยๆอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะส่งผลให้เยื่อบุโพรงมดลูกบางตัวลง จึงสามารถช่วยลดปริมาณประจำเดือนลงได้ อย่างไรก็ตาม การใส่ห่วงชนิดนี้ในผู้ที่มีเนื้องอกอาจทำได้ไม่ง่ายนัก เนื่องจากก้อนเนื้องอกอาจขวางทาง ทำให้ใส่ห่วงได้ยากกว่าปกติ

    2. การใช้ยารักษาเพื่อให้ก้อนเนื้องอกมีขนาดเล็กลง เช่น การใช้ยาที่ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนที่กระตุ้นให้มีการหลั่งของโกนาโดโทรปิน มีชื่อเรียกว่า gonadotrophin-releasing hormone (GnRH) analogue ยาตัวนี้จะทำให้ระดับเอสโตรเจนในร่างกายลดลง ก้อนเนื้องอกจึงยุบลงได้ จึงทำให้อาการผิดปกติต่างๆที่พบ เช่น ประจำเดือนมามาก ปวดประจำเดือน หรืออาการที่ก้อนเนื้องอกไปกดทับอวัยวะต่างๆ เช่น กระเพาะปัสสาวะ ไส้ตรง หรือทวารหนักหายไปในขณะที่ใช้ยา อย่างไรก็ตาม การที่ระดับเอสโตรเจนลดลงนั้นก็ทำให้เกิดอาการต่างๆเหมือนผู้หญิงวัยหมด ประจำเดือน เช่น ร้อนวูบวาบ เหงื่อออกมาก อีกทั้งยังส่งผลเสียต่อระบบอื่นๆของร่างกาย ที่สำคัญคือ ทำให้เกิดการสูญเสียมวลกระดูกอย่างรวดเร็วจนอาจทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนได้ ดังนั้นการใช้ยาตัวนี้จึงควรใช้ไม่นานเกิน 6 เดือน

โดยทั่วไปแล้ว การใช้ยาในกลุ่มนี้มักใช้เพียงชั่วคราว 3-6 เดือน เพื่อช่วยลดขนาดของก้อนและทำให้สามารถทำการผ่าตัดได้ง่ายขึ้น

  1. การผ่าตัดเนื้องอกมดลูก
    ในปัจจุบันการผ่าตัดรักษาทำได้หลายวิธี ดังนี้

    1. การตัดมดลูก เป็นวิธีการรักษามาตรฐานที่ใช้กันมานาน และเป็นวิธีที่นิยมที่สุดในปัจจุบัน นิยมใช้ในการรักษาเนื้องอกมดลูกที่ก่อให้เกิดอาการ หรือความผิดปกติของร่างกาย และเป็นการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่บุตรเพียงพอแล้ว

    2. การตัดเอาเฉพาะก้อนเนื้องอกออก (Myomectomy) เป็นวิธีที่นิยมในผู้ที่ยังต้องการมีบุตรในอนาคต การผ่าตัดนี้จะเอาเฉพาะก้อนเนื้องอกออกแต่ยังเหลือมดลูกไว้ อย่างไรก็ดี การผ่าตัดด้วยวิธีนี้อาจไม่ประสบความสำเร็จในทุกคน บางรายหากมีการเสียเลือดมากอาจต้องลงท้ายด้วยการตัดมดลูก การผ่าตัดเอาเฉพาะก้อนเนื้องอกออกนี้ อาจทำได้โดยการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง ผ่าตัดผ่านกล้องส่องทางหน้าท้อง (การผ่าตัดผ่านทางกล้อง) หรือการผ่าตัดผ่านกล้องส่องผ่านเข้าไปในโพรงมดลูก การจะผ่าตัดในลักษณะใดขึ้นกับขนาด จำนวนและตำแหน่งของก้อนเนื้องอก ตลอดจนความชำนาญของแพทย์และความพร้อมของอุปกรณ์ในแต่ละสถาน ที่ให้บริการ สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ การกลับเป็นซ้ำของเนื้องอกภายหลังจากการผ่าตัดแล้ว พบได้ค่อนข้างบ่อย

    3. การทำให้หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงมดลูกและก้อนเนื้องอกเกิดการอุดตัน (Uterine artery embolisation) การรักษาด้วยวิธีนี้ให้การรักษาโดยรังสีแพทย์ที่ชำนาญเฉพาะทาง วิธีการรักษาทำโดยการใช้สายสวนเข้าไปในหลอดเลือดแดงที่ขาแล้วสอดต่อไปยัง หลอดเลือดแดงที่เลี้ยงมดลูก แล้วสอดต่อไปยังหลอดเลือดแดงที่เลี้ยงเฉพาะก้อนเนื้องอกด้วย โดยใช้ภาพถ่ายเอ็กซ์เรย์ช่วยนำทางในการสอดสายสวน หลังจากที่ได้ตำแหน่งหลอดเลือดแดงที่ต้องการ รังสีแพทย์ก็จะฉีดสารเข้าไปในสายสวนเพื่อก่อให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือด แดงที่ไปเลี้ยงก้อนเนื้องอก ทำให้ก้อนเนื้องอกขาดเลือดและลดขนาดลงในที่สุด ซึ่งโดยส่วนใหญ่ใช้ระยะเวลาประมาณ 6-9 เดือน อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยมักจะสังเกตว่าอาการที่เคยเป็นมักจะดีขึ้นภายใน 3 เดือน อย่างไรก็ดี อาจมีผู้ป่วยบางรายที่ไม่หายจากการรักษาด้วยวิธีนี้

    4. วิธีรักษาอื่นๆ การรักษาโดยใช้เลเซอร์ (Laser) หรือคลื่นเสียงความถี่ต่ำทำลายก้อนเนื้องอกขณะที่ใช้การเอ็กซ์เรย์ด้วยคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic resonance imaging;MRI) ช่วยในการระบุตำแหน่งในการแทงเข็มผ่านผิวหนังเข้าไปที่ตรงกลางของก้อนเนื้อ งอก จัดเป็นวิ ธีการใหม่ที่ใช้ในการรักษา โดยพลังงานจากเลเซอร์ หรือจากคลื่นเสียงความถี่ต่ำ จะถ่ายทอดผ่านเข็มดังกล่าวเข้าไปทำลายก้อนเนื้องอก วิธีการนี้ไม่สามารถใช้ได้กับเนื้องอกมดลูกทั้งหมด และในปัจจุบันประโยชน์ และโทษจากการรักษาด้วยวิธีดังกล่าวก็ยังไม่เป็นที่ปรากฏชัดเจน

ควรปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อสงสัยเป็นเนื้องอกมดลูก

ในผู้หญิงปกติที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกทุกปี และหนึ่งในขั้นตอนของการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก สูตินรีแพทย์ส่วนใหญ ่ก็มักจะตรวจภายในเพื่อตรวจหาความผิดปกติของมดลูกและปีก มดลูกให้ด้วย ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น ผู้ที่เป็นเนื้องอกมดลูกมีเพียง 50% ที่จะมีอาการผิดปกติ ดังนั้นการตรวจภายในประจำปีจะสามารถช่วยวินิจฉัยเนื้องอกมดลูกในกลุ่มที่ไม่มีอาการผิดปกติได้

สำหรับผู้หญิงที่มีประจำเดือนผิด ปกติ หรือมีลักษณะเลือดประจำเดือนออกเป็นก้อนจากที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ปวดประจำเดือนมากกว่าที่เคยเป็น หรือมีอาการปวดร้าวไปที่ตำแหน่งอื่นทั้งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หรืออาจคลำได้ก้อนในท้อง ท้องอืด หรือท้องโตขึ้น ควรรีบปรึกษาสูตินรีแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจภายใน หรืออัลตราซาวด์เพื่อการวินิจฉัยโรค

สำหรับผู้ที่เป็นเนื้องอกมดลูกแล้ว และตัดสินใจที่จะรักษาโดยการสังเกตอาการ อาการที่ต้องสังเกตและรายงานต่อแพทย์สำหรับการนัดตรวจครั้งต่อไป คือ ปริมาณและลักษณะของประจำเดือน อาการปวดประจำเดือน การขับถ่ายปัสสาวะและอุจจาระ ตลอดจนอาการปวดท้อง และการโตขึ้นของก้อนเนื้องอกหากสามารถคลำได้ด้วยตนเอง



ปรึกษาปัญหาสุขภาพสตรี ติดต่อที่ ศูนย์สุขภาพสตรี ชั้น 2 อาคาร 1 โรงพยาบาลเวชธานี
โทร. 0-2734-0000 ต่อ 3200, 3204



สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม / ปรึกษาอาการต่างๆกับคุณหมอ


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม / ปรึกษาอาการต่างๆกับคุณหมอ


 

รายการ TV เพื่อสุขภาพโรงพยาบาลเวชธานี
(ย้อนหลัง)

ภาวะเลือดออกทางช่องคลอด

ประจำเดือนมาไม่ปกติเป็นอย่างไร?
ตอน กำจัดเนื้องอกในมดลูกด้วยการผ่าตัดส่องกล้อง
ทางนรีเวช
ตอน ตกขาว อย่าตกใจ
ตอน ตรวจก่อนแต่ง พิสูจน์รัก พิสูจน์โรค
ตอน ตรวจก่อนแต่ง เพิ่มความแข็งแรงให้กับชีวิตคู่
ตอน นโยบายฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูก
ฟรีให้เด็กหญิงอายุ 12 ปีทุกคน
ตอน ประจำเดือนมามากผิดปกติ
ตอน ปัสสาวะบ่อย ประจำเดือนมามาก ระวัง
เนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูก
ตอน ปัสสาวะเล็ด ราด กลั้นไม่ได้...ปัญหาใหญ่ในสตรี
ตอน ปัสสาวะเล็ด ราด กลั้นไม่ได้...
ปัญหาใหญ่ในสตรี (2)
ตอน มะเร็งปากมดลูก
ตอน มาดูแลสุขภาพคุณแม่กันเถอะตั้งแต่ตั้งครรภ์จนถึงแก่
ตอน วัยทอง
 
บทความด้านสุขภาพสตรี
เนื้องอกมดลูก คืออะไร?
ผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช (Laparoscopic surgery in gynecology)
ทำอย่างไรดีกับปัญหา ไอ จาม ทีมีปัสสาวะเล็ด
เครื่องฝึกขมิบ ช่วยสตรีที่มีปัญหาปัสสาวะเล็ด
มะเร็งปากมดลูก ... ภัยร้ายเพื่อนหญิง
“ วัคซีน ” สกัดโรคร้าย-ลดเสี่ยงเชื้อดื้อยา
เตรียมตัวเป็นคุณแม่ ... โภชนาการมีความสำคัญอย่างไร
แนะคุณแม่ตรวจครรภ์ เพื่อสุขภาพลูกน้อย
ผ่าตัดเนื้องอกมดลูกและรักษาเนื้องอกมดลูก ที่ศูนย์สุขภาพสตรี
มะเร็งปากมดลูก อาการ/การรักษา/การผ่าตัดมดลูก
ปวดท้องน้อย ปวดมดลูก เจ็บมดลูก
แนะนำหมอผ่าตัดมดลูก แพทย์สูตินรีเวช โรงพยาบาลเวชธานี
ผ่าตัดมดลูกทางช่องคลอดแบบส่องกล้อง
พังผืด มดลูก เกิดขึ้นได้อย่างไร
เนื้องอกมดลูก

 

 

 

2014 © International Hospital, Vejthani Hospital   
1 Ladprao Road 111, Klong-Chan Bangkapi,Bangkok,Thailand   10240

 
 
 
Vejthani Take a tour at one of the most sophisticated and renowned private hospitals in Bangkok, Thailand - your favourite and reliable medical destination for cosmetic, dental and orthopedic.
Customer Contact
  Call Center (+66) 2734-0000
Fax. :
(+66) 2734-0008
 
Email Contact : webmaster@vejthani.com
 
Customer Feedback
Customer Feedback   if you have suggestions as to our range of Service,
  please visit our Wishbox and submit your suggestions.